Loading...

แม่โพสพในความเปลี่ยนแปลง

บทบันทึกเรื่องราวของคนกับข้าว (พ.ศ.2559) บ้านคลองบางซื่อ ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

แม่โพสพในความเปลี่ยนแปลง

นิทรรศการเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำภาพยนตร์สารคดีบันทึกพิธีกรรมเกี่ยวกับแม่โพสพ บ้านคลองบางซื่อ ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

พิธีกรรมที่จะได้กล่าวต่อไปแบ่งเป็น 2 ลักษณะ


หนึ่ง พิธีกรรมที่เป็นการสาธิตของยายกลุ่ม จันทร์บำรุง การทำงานมาจากความต้องการบันทึกพิธีในระดับครัวเรือน อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติแต่เดิม พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จึงจำลองพิธีกรรมดังกล่าว ตั้งแต่การเตรียมเครื่องถวายและการประกอบพิธี   


สอง พิธีทำขวัญข้าวที่จัดขึ้นโดยชาวคลองบางซื่อและด้วยการสนับสนุนของเทศบาลเมืองไร่ขิง การทำขวัญข้าวและการเชิญขวัญแม่โพสพ งานดังกล่าวจัดขึ้นด้วยความต้องการของคนคลองบางซื่อใน “การรื้อฟื้น” ประเพณี และจัดต่อเนื่องกัน


แม่โพสพคือใคร

วรรณา นาวิกมูล (2545) กล่าวถึงแม่โพสพในบทความเรื่อง แกะรอยแม่โพสพ ว่าเป็นเทพีแห่งข้าว เป็นบุคลาธิษฐานตามคติไทย ส่วนความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติเกี่ยวกับข้าวปรากฏในวัฒนธรรมข้าว อันเป็นรากฐานของประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในความเห็นของเสถียรโกเศศ (2492) ผีหรือเทวดาประจำพืชพรรณธัญชาติ มักนิยมกันว่าเป็นผีหรือเทวดาผู้หญิง ...เพราะข้าวเป็นสิ่งเลี้ยงชีวิตให้เจริญ เปรียบเหมือนมารดาที่เลี้ยงลูก เหตุฉะนั้นชาติต่าง ๆ จึงมีความคิดเห็นร่วมกันว่าต้องเป็นผู้หญิง ฝรั่งชาติต่าง ๆ เรียกผีหรือเทวดาประจำข้าวว่าแม่ข้าวบ้าง แม่แก่หรือแม่เมียแก่บ้าง ก็ตรงกับของเราที่เรียกว่าแม่โพสพ หรือเพี้ยนเป็นพสพหรือประสพก็มี คือเป็นผีผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย

  รอย ฮามิลตัน (Roy W. Hamilton) (2003) กล่าวถึงชีวิตของข้าวที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเทวสตรี ผู้อยู่เบื้องหลังกำเนิดของตน การประกอบพิธีกรรมในแต่ละช่วงเวลาของการปลูกข้าว จึงเสมือนหนึ่งการประกอบพิธีกรรมในช่วงชีวิตของเทวดาผู้หญิง ดังเช่นการประกอบพิธีเมื่อข้าวตั้งท้อง

  ฉะนั้น ในทัศนะของเอี่ยม ทองดี (2541) พิธีกรรมเกี่ยวกับข้าวและการทำนาจึงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมข้าวที่สังคมสร้างขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในการดำเนินชีวิต เพื่อความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธญญาหาร และเพื่อความเป็นสวัสดิมงคล ความเป็นสุขของผู้คนและสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

   ด้วยความเชื่อดังกล่าว ปรานี วงษ์เทศ (2541) อธิบายว่ามนุษย์ต้องดูแลแม่โพสพเหมือนดูแลแม่ตัวเอง ต้องมีความกตัญญู ต้องเคารพนับถือ มีกริยาที่สุภาพเรียบร้อย จะพูดจาหยาบคาย พูดเสียงดังไม่ได้ แม่โพสพเป็นคนขวัญอ่อนเพราะถ้าเกิดความไม่พอใจจะหนีไปเลย และความประวัติเคยหนีไปหลายครั้งด้วยความน้อยใจเวลาคนพูดเสียงดัง

   ...พิธีกรรมต่าง จะดำนา ไถนาต้องเชิญแม่โพสพมาก่อน ตั้งแต่ข้าวเริ่มตั้งท้องก็ต้องไปเอาอกเอาใจ หาอาหาร เปรี้ยวหวาน มันเค็ม ไปบูชาแม่โพสพ หรือว่าเมื่อเสร็จแล้ว จะนวด จะเอาข้าวเข้ายุ้งทุกอย่างนี้ จะต้องมีพิธีกรรมเข้าไปประกอบเพื่อก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์หรือความมั่นใจว่าปีนี้มีข้าว แล้วปีหน้าต้องมีหรือว่าพันธุ์ข้าวที่มีจะต้องเก็บเอาไว้ เพื่อเป็นพันธุ์ในปีต่อไป

รูปปรากฏของแม่โพสพ

ฉันนะ วารมัน (2502) บันทึกไว้ว่าใน ตำรับเครื่องลางของขลัง  “แม่โพสพมีรูปองค์เป็นหญิงไทยแบบโบราณ คือนุ่งผ้ายก ห่มผ้าสไบเฉียง ที่ศีรษะสวมกระบังหน้า มือขวาถือรวงข้าว นั่งบนเตียงตั่ง”
เอี่ยม ทองดี (2538) ในหนังสือ ข้าว วัฒนธรรม และการเปลี่ยนแปลง กล่าวถึงนางโศลก“นางมีลักษณะเป็นหญิงสาว ท่าทางอ่อนช้อยสวยงาม ภาพของนางที่สร้างขึ้นเพื่อเคารพบูชาเป็นท่านั่งพับเพียบ มือขวาถือรวงข้าว มือซ้ายถือถุงข้าว แต่งกายนุ่งผ้าห่มสไบเฉียงแบบหญิงในวังสมัยก่อน”

การทำนากับการพึ่งพิงธรรมชาติ

  ยายกลุ่ม จันทร์บำรุง เล่าถึงชีวิตการทำนาในอดีต

  “ถ้าทางโบราณก็เรียกเดือนหก แต่ถ้าธรรมดาก็เรียกพฤษภา ก็ออกไปทำนากับพ่อกับแม่ เลี้ยงวัวเลี้ยงควายสี่ตัวห้าตัว แต่ก่อนไถ่นาก็ต้องไถ่ด้วยควาย พอทำไปประมาณเดือนหกก็ตกกล้า ก็ต้องให้ได้เดือนหนึ่งถึงจะถอนได้ ถอนมาแล้วก็เอาไปดำ แต่ก่อนก็ใช้ดำ ทำนาหนเดียว

  พอประมาณเดือนเจ็ดเดือนแปดกำลังดำนากัน ก็ต้องใช้น้ำวิดในคลอง ใช้ระหัดวิด แต่ถ้ารอน้ำฝนคงไม่ได้หรอก ตอนที่ป้าเป็นเด็กนี่มีคลองก็ต้องใช้เครื่องวิดน้ำขึ้น ถ้าฝนตกเมื่อไรมันก็ช่วยได้ ดีไม่ดีก็แย่งกันวิดน้ำในคลอง มึงก็วิดกูก็วิด บางที่วิดแทบไม่ทัน ดึกๆ ก็ต้องลุกขึ้นมาวิดน้ำกัน ใช้ระหัดใช้เครื่อง

  พอดำเสร็จก็ประมาณเดือนสิบ ข้าวก็เริ่มตั้งท้องแล้ว ก็ทำขวัญข้าวกัน แต่ต้องทำข้างขึ้นนะ ข้างแรมเขาไม่ทำกันนะ ไม่รู้โบราณเขาเป็นไง ข้างขึ้นนี้ต้องทำในเดือนสิบ แต่ถ้าคนทำหล้าหน่อย ข้าวก็จะออกหล้าหน่อย บางคนก็ทำเกือบเดือนสิบเอ็ดข้าวมันไม่เหมือนข้าวนาปรัง   

การทำนากับการพึ่งพิงธรรมชาติ

พิธีทำบุญแม่โพสพเมื่อครั้งอดีต

ยายกลุ่ม จันทร์บำรุง

“...ข้าวท่านกำลังท้องก็เอาด้ายสายสิญจน์มา แล้วก็เอาธงปัก ธงก็สามสี แต่บางคนก็ใช้สีเดียวสีขาว ใช้สามสีก็ได้ และก็อ้อยปักตรงกลาง แล้วก็รวมข้าวสามกอแล้วก็เอาด้ายผูกรวมกันไว้ แล้วก็ต้องมีกระจก มีหวี มีน้ำ มีแป้งล้อมสารพัดทุกอย่าง น้ำมันใส่ผมนี้ต้องมีและก็หมากพลู มันเทศ เผือก พร้อมไว้เลย และก็ของเปรี้ยวๆ พวกฝรั่ง ส้ม พุทรา อะไรก็ได้ของเปรี้ยวๆ ต้องมีไว้และก็อ้อย อ้อยเราก็ตัดแล้วปั้นเป็นกร้อๆใส่กระทงเล็กๆ หมากพลู มะพร้าวอ่อน ขนมจันอับใส่ถั่วงามีลูกกวาดอะไรอย่างนี้ ก็จัดให้เขา แล้วก็เอาผ้าม่วงนี้นุ่ง ข้าวสามกอที่เรารวมเข้ามาแล้วก็เอาผ้าม่วงนี้นุ่ง แล้วก็มีผ้าเป็นผ้าไหมหรืออะไรก็ได้ห่มข้างบนอีกทีหนึ่ง

และก็ใส่แหวนใส่สร้อย แต่ก่อนนั้นไอ้พวกขโมย โจร มันไม่มีนะ เราก็ถอดสร้อยเราแล้วก็ใส่ คล้องไปข้างบนแล้วก็ใส่ มีแหวนมีอะไรก็ใส่ทิ้งไว้ เสร็จแล้วก็เอาน้ำมันลูบใบข้าวที่เรารวมไว้สามกอ ลูบ ลูบ เอาน้ำมัน น้ำหอม แป้งประพรมให้เรียบร้อย และก็มีหวีมีกระจกพิงไว้ มีข้าวปากหม้อที่เราหุงใหม่ๆแล้วก็ตักไว้มีไข่ลูกหนึ่ง ลืมบอกว่าเราต้องทำบายศรีด้วย บายศรีต้องใส่ข้าว ใส่ขนม นมต้มแดง ต้มขาว ใส่ไว้ในบายศรี เหมือนที่เขาทำขวัญนาคอะไรอย่างนี้ ก็ต้องทำนะ ก็มีดอกธูป แล้วเราก็ทำขวัญ”

เครื่องประกอบพิธี

ต้นข้าวแสดงบุคลาธิษฐานความเป็นสตรี ผ้านุ่งและสร้อยทอง แป้งและน้ำมันสำหรับการประพรม ผลไม้รสเปรี้ยวในกระทง ผู้ประกอบพิธีที่หัวนานั่งบนเสือ กล่าวคำเรียกขวัญแม่โพสพ พร้อมแต่งองค์ทรงเครื่องและถวายเครื่องเซ่น

ธงระบุสถานที่ประกอบพิธี

ธงสีขาวเย็บติดกับกิ่งไผ่ขนาดเล็กเพื่อปักบริเวณประกอบพิธี

ความหมายของธงสีขาว

ยายทองหยิบกล่าวถึงสีขาวของธง “เขาก็ว่าสีบริสุทธิ์ มีสามชั้นก็เป็นของแม่ธรณีชั้นหนึ่ง ของแม่คงคาชั้นหนึ่ง ของพระพาย....”

ขนมต้มแดง ต้มขาว

ขนมต้มแดงต้มขาวจัดเตรียมก่อนวันงาน

ตำบลไร่ขิง แหล่งดินโอชา ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน

  ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ครอบคลุมพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำท่าจีน และเป็นพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกข้าวและพืชสวน ตั้งแต่ราว พ.ศ.2500-2520

  พื้นที่พอจะแบ่งออกไป 2 พื้นที่สำคัญ ได้แก่ พื้นที่ฝั่งคุ้ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดท่าพูดและบ้านเรือน โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ และฝั่งเลน หรือ “ฝั่งเกาะ” ซึ่งเป็นฝั่งตรงข้าม และเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่า เพราะเป็นช่วงโค้งของแม่น้ำที่เลนและตะกอนเป็นธาตุอาหารอย่างดีสำหรับการเกษตรกรรม ลุงพนม ศรีสนิทกล่าวถึง “ดินโอชา” ที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูก 

ถนนมาที่นาราคาแพง ตั้งโรงงาน บ้านจัดสรร

  ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2500-2520 การพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมกับกรุงเทพมหานคร ถนนเพชรเกษม ถนนพุทธมณฑล

  ในช่วงทศวรรษ 2530 ถนนบรมราชชนนี บริเวณตำบลไร่ขิงเป็นปริมณฑลที่สำคัญในการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมและการขยายตัวของเมืองสำหรับที่พักอาศัยในแถบชานเมืองและอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่กรุงเทพ

  ราคาของที่ดินเพิ่มสูงมากขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 2530 และส่งผลต่อการเปลี่ยนผู้ครอบครองที่ดิน รวมทั้งลักษณะของการใช้พื้นที่ จากการเกษตรกรรมสู่การเกษตรกรรมผสมผสานกับภาคอุตสาหกรรมและบริการ

  ที่ดินเปลี่ยนมือจากชาวบ้านสู่การครอบครองของเจ้าของกิจการทั้งรายใหญ่และรายย่อย

  รูปแบบของการใช้ที่ดินที่เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยมีมากขึ้นตามจำนวนของโรงงานที่เข้ามาประกอบการในพื้นที่

ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง

  “คลองบางซื่อนี่เกษตร ทำพื้นที่นามากที่สุดนะครับ ใกล้ๆพันไร่มั้ง พื้นที่เยอะที่สุดในตำบลไร่ขิง เกี่ยวกับการทำเกษตร ทำนา ทำสวนน้อย แต่ทำนาเนี่ย เรียกว่าการเกษตรน่าจะเยอะ หลายร้อยไร่อยู่ แต่ตอนนี้ก็ลดลงไปเยอะเพราะพวกโรงงานอุตสาหกรรม แล้วก็มี เนี่ยบ้าน หมู่บ้านพึ่งเข้ามาลงเมื่อกี้นี้อะครับ ทำให้การเกษตรลดลงไปเยอะ

  ...รุ่นเราเนี่ยทำเกษตรกันรุ่นสุดท้ายแล้ว ลูกหลานก็ไม่เคยเข้ามายุ่งเลย ไม่สนใจเลย มุ่งเรียนกันอย่างเดียว ตอนนี้คือก็ต้องจ้างกันอย่างเดียวเลย ร่างกายก็ไม่ไหวแล้ว จะไปไถเองร่างกายก็ไม่ไหวแล้ว ถ้าทำเทือกลงทำเทือก เนี่ยผมทำเอง คือเตรียมดินเนี่ยผมทำเอง จ้างเขาหว่านใส่ปุ๋ยใส่เอง  แล้วก็เกี่ยวเท่านั้นแหละ คือไม่ได้จ้างทุกอย่าง

  ผมทำทั้งหมดเกือบ 40 ไร่ ตรงนี้ 8 ไร่ ทำอยู่ตรงโน้นอีก 30 กว่าไร่ คือถ้าเราจ้างเขาหมดไม่เหลือหรอก ราคาข้าว 6-7 พันบาท ผมก็ทำเอง ไม่อยากให้ใช้วิถีการจ้างร้อยเปอร์เซ็นต์ เราทำไหว”

  สำรวย กันทวี ประธานชุมชนบ้านคลองบางซื่อ

รับขวัญแม่โพสพ ชุมชนคลองบางซื่อ

   “ประมาณซักสามสิบปีได้ที่เริ่มประกอบพิธีการทำขวัญข้าวในคลองนี้ เริ่มทีแรกก็ เขาเรียกตะพานบ้านเตี่ยหลักก็เริ่มทำอย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วว่า เรามีการขยับกันหลายครั้งด้วยกัน เพราะว่าสมัยก่อนมันมาครั้งเดียวเท่านั้น เพราะถึงหน้าแล้งก็จะแล้งเลย แห้ง รถก็จะวิ่งมาได้ในนานี้ ก็จะขนของมาในนาก็เอามาทำ

  คือจริง ๆ แล้วคนโบราณเชื่อว่า เป็นสำนึกในบุญคุณว่า ข้าวที่ได้รับประทานคือได้มาจากแม่โพสพของเรา ก็มาสำนึกในบุญคุณก็จัดทำศาลพระแม่โพสพ

  ในเย็นนี้ก็จะมีการสวดมนต์เย็นตอนเช้าในวันต่อมาก็ถวายอาหารบิณฑบาตหมายถึงพระฉันแล้วก็ต้องให้พระเอาไปฉันเพลด้วยนี่ก็ทำต่อเนื่องมาจะสามสิบปีแล้ว ...ก็ทำกันเป็นประจำทุกปี คนในคลองและก็คนแถวใกล้เคียงก็จะมา”        

  จำนง ทองประไพ เลขานุการนายกเทศบาลเมืองไร่ขิง

ความหมายที่เปลี่ยนแปลง

   “ราว 2525 เทศบาล เข้ามา เขาต้องการให้เป็นวัฒนธรรมประเพณีของเขา ก็มีการจัดสรรงบประมาณมา ก็อาศัยออกการ์ดเชิญ บัตรเชิญคนในตำบลทุกคลองให้มาร่วมกันให้เยอะ ต่างตำบลก็ให้มาร่วมกันนะ เพื่อที่ว่าจะได้มีการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีเอาไว้ ...ในความคิดของผม ทำเพียงแค่ว่าให้รู้ว่าทำขวัญแม่โพสพ ...มันผิดกับเมื่อก่อนที่เขาไปทำอยู่ในนา เดี๋ยวนี้ไม่ใช่การทำนาตามฤดูกาล เรามาตั้งศาลก็ได้

  การทำนี้หมอขวัญที่ทำพิธี ไม่ใช่ของจริงดั้งเดิม จริงๆ แล้วเขาทำในพื้นที่นา ในท้องนาเลย กับดินเลย แต่เราไปทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว  ...เราก็เลยสร้างศาลขึ้น”

ลุงมานะ เถียรทวี ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูดและงานฌาปนกิจ

ความหมายที่เปลี่ยนแปลง

 

ประเพณี “แบบทางการ”

“พอสร้างศาลก็อัญเชิญแม่โพสพเข้าไปไว้ ก็เรียกว่า ‘ศาลแม่โพสพ’ ก็มีตั้งโต๊ะเครื่องสังเวย มีผลหมากรากไม้ ส่วนปะรำ เดิมทีเราก็ใช้เต็นท์ อันนี้ก็เป็นงบประมาณของส่วนราชการ มาสร้างเป็นโรงเรือนให้จัด ก็สะดวกไปอย่างหนึ่ง คือว่าเราไม่ต้องขนย้ายกัน

ถึงตอนเย็น เรียกสวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตร สวดเมล็ดพันธุ์พืช เจ้าอาวาสองค์เก่ามีการเสกทรายสวดใส่ให้ไป บางบ้านยังไม่ได้หว่านก็เอาเมล็ดข้าวที่มาเข้าพิธีสวด เป็นกลอุบายอย่างหนึ่ง ไปหว่านก็งอกงามดี ที่เป็นต้นข้าวจริง ๆ ก็เอาไปดำในแปลงนา บางคนก็เอาข้าวที่เอามาสวดนี้เอาไว้ทำพันธุ์ ถือว่าเป็นกำลังใจอย่างหนึ่ง”

ลุงมานะ เถียรทวี ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูดและงานฌาปนกิจ

  “...ก็ตั้งแต่ประมาณพ.ศ. 2520 หรือ 2522 ก็เลิกใช้วัวควาย ก็มาใช้เครื่องจักรแทน จนมาปัจจุบันนี้ การเกี่ยวข้าวก็ใช้เครื่องจักร การไถก็ใช้เครื่องจักร การตีดินใช้เครื่องจักร ก็เปลี่ยนจากยุคใช้รถไถคนเดินตามที่ปัจจุบันนี้ไม่ใช้ ...เรียกว่า ทำนาโดยจ้างทุกอย่าง ไม่มีอาชีพทำนาโดยแท้ เป็นบริษัทเข้ามารับเหมาแล้วมาตีดิน มาหว่านข้าว มาดำนา มาไถนา ทุกอย่าง (เวลาเก็บเกี่ยว) เขามีรถเก็บอยู่นั้นเสร็จ ไซโลเปิดขึ้นใส่รถสิบล้อ มันก็เปลี่ยนวิวัฒนาการไป เพราะทำมันรวดเร็ว แต่การจ้างเงินมันสูงขึ้น ...แล้วผลิตผลมันก็ไม่ได้ดีเท่าที่ควร ผลสุดท้ายมันกลับมาสนองกับตัวเราเอง คนทำไม่ได้กิน ทำไปขายหมด แล้วเราไปซื้อข้าวมากิน

  ตอนนี้มีแต่พิธีกรรมให้เราเห็น เราทำเวียนเทียนแม่โพสพแล้ว ไหว้แม่โพสพ แต่ในจิตสำนึกของเราไม่เหมือนคนโบราณ เขานับถือ ไม่เหยียบข้าวสักเม็ด เห็นข้าวหก ข้าวหล่น เขาจะเก็บ ข้าวเปลือก ข้าวอะไรก็แล้ว หลีกทางไปหมด เขาไม่เหยียบไม่ย่ำ ในปัจจุบันนี้ เราทำพิธีต่าง ๆ เกี่ยวกับแม่โพสพเหมือนกัน แต่ในจิตวิญญาณมันไม่มี”

ลุงมานะ เถียรทวี ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูดและงานฌาปนกิจ

ภาพยนตร์สารคดี “แม่โพสพในความเปลี่ยนแปลง”

ภาพยนตร์สารคดี “แม่โพสพในความเปลี่ยนแปลง” โดย พิสุทธิ์ ศรีหมอก

Link: https://www.youtube.com/watch?v=P3J3s6egNS8

ขอขอบคุณ  ยายกลุ่ม จันทร์บำรุง, ลุงมานะ เถียรทวี, ปัณณฑัต กฤชชัยพฤกษ์,

  เรืองทิพย์ จันทร์ทิสา, จำนงค์ ทองประไพ, สำรวย กันทวี

เนื้อหานิทรรศการ ชีวสิทธิ์ บุณเกียรติ

ภาพ  ศิวพงษ์ วงศ์คูณ และพิสุทธิ์ ศรีหมอก

ข้อมูลในฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย : ทำขวัญข้าว

  http://www.sac.or.th/databases/rituals/detail.php?id=14