แนะนำหนังสือ Muslims in Singapore: piety, politics and policies ของ Kamaludeen Mohamed Nasir, Alexius A. Pereira and Bryan S. Turner

คำสำคัญ : ศาสนา,สิงคโปร์,
แนะนำหนังสือ Muslims in Singapore: piety, politics and policies ของ Kamaludeen Mohamed Nasir, Alexius A. Pereira and Bryan S. Turner

ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ความเชื่อและความศรัทธาของคนมุสลิม-มาเลย์และผลกระทบต่อความสมานฉันท์จุดให้รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญ รวมถึงเหตุการณ์การโจมตี 9/11 และผลพวงภายหลังเหตุการณ์ในสหรัฐยิ่งตอกย้ำถึงประเด็นปัญหาดังกล่าวในสังคมสิงคโปร์ สังคมที่พยายามโอบอุ้มความแตกต่างทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติให้ดำรงอยู่ในความเป็นพลเมืองเดียวกัน ด้วยประเด็นของคำสอนทางศาสนาเกี่ยวกับการแต่งกาย อาหารฮาลาล ความผูกพันของชุมชนด้วยการตอกน้ำถึงการศึกษาทางศาสนาและมิติอื่น ๆ ที่ลดทอดปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในสังคมใหญ่ในพื้นที่สาธารณะ แต่ขณะเดียวกัน รัฐคงให้ความสำคัญกับสำนึกเชื้อชาติและศาสนาที่ปรากฏในนโยบายแห่งชาติกลับส่งผลให้เกิดสังคมที่แบ่งกลุ่ม (enclaving society) อยู่เนื่อง ๆ

เมื่อพิจารณาสภาพการณ์ของสังคมสิงคโปร์ หนังสือเรื่อง “มุสลิมในสิงคโปร์: ศรัทธา, การเมือง และนโยบาย” จึงมุ่งหมายในการสร้างความเข้าใจชีวิตประจำวันของมุสลิมในบริบทสังคมใหญ่ไว้ในเบื้องแรก ผู้เขียนให้ความสำคัญทั้งมิติทางประวัติศาสตร์และสังคมของชุมชนมุสลิม-มาเลย์ในรัฐชาติสิงคโปร์ เพื่อกรุยทางสู่การทำความเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของคนมุสลิม-มาเลย์ในสิงคโปร์ร่วมสมัย

นโยบายของรัฐบาลในการจัดการความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนาปรากฏอย่างชัดเจน เรียกได้ว่าเป็นรูปแบบของสังคมพหุลักษณ์วัฒนธรรมแบบ “บริหารจัดการและแทรกแซง” (technocratic and interventionist model) ย่อมก่อให้เกิดข้อขัดแย้งทางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สังคมแบ่งกลุ่มนั้นก่อเกิดจากนโยบายของพรรครัฐบาลเองที่พยายามจัดวางชีวิตทางศาสนาของผู้คน โดยอาศัยรัฐบัญญัติ คณะกรรมการ และการผลิตซ้ำภาพเชิงลบของกลุ่มคนมุสลิม ทั้งหมดนี้กลายเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิด “ระยะห่างทางสังคม” (social distancing) รูปแบบของการแทรกแซงดังกล่าวมีความใกล้เคียงกับแนวทางการแบ่งแยกและปกครองกลุ่มคนหลากหลายในสมัยอาณานิคม สถาบันหลักในชุมชนมุสลิมสิงคโปร์สถาปนาอำนาจในการเฝ้าติดตามและส่งผลต่อศรัทธาและรูปแบบการปฏิบัติของศาสนิกชนในระดับปัจเจกบุคคล “การปฏิบัติที่กำกับความใกล้ชิด” (rituals of intimacy) และ “สิ่งที่แสดงศรัทธา” (the practice of piety) นำมาสู่ขอบเขตระหว่างคนในกับคนนอก หรือ ศานิกชนกับคนต่างความเชื่ออย่างชัดเจน

เนื้อหาในส่วนที่สองจึงเน้นการอภิปรายชีวิตประจำวันโดยอาศัยข้อมูลจากการทำงานภาคสนามใน 3 ด้าน ได้แก่ makan (การกิน), pendidikan (การศึกษา) และ jasad (ร่างกาย) เรียกได้ว่าลงลึกถึงรายละเอียดของลักษณะและแบบแผนปฏิสัมพันธ์และปฏิกิริยาในทั้ง 3 ด้าน เพราะต่างเป็นพื้นที่ทางสังคมท่ามกลางสมาชิกกลุ่มมุสลิม-มาเลย์ด้วยกันเอง และกับคนต่างศาสนา รวมถึงความสัมพันธ์กับรัฐ

ในบทที่ 4 พิจารณาถึงขนบการกินและการบริโภค โดยเฉพาะการพิจารณาถึงการรับรองอาหารฮาลาล ซึ่งคลี่ให้เห็นการดำเนินการในระดับนโยบายที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้นับถือและปฏิบัติ จากนั้น อาศัยข้อมูลการสัมภาษณ์ของกลุ่มคนต่างพื้นเพ เพศ และวัย และเผยให้เห็นการดำเนินชีวิตประจำวันในการหลีกเลี่ยง “การแปดเปื้อน” ในหลายสถานการณ์ สมาชิกชุมชนมุสลิมสร้าง “บริเวณฮาลาล” ในสถานการณืที่แตกต่างกัน โดยสะท้อนให้เห็นพลังและการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของตนด้วยการจัดสรรบางอย่างเพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ

ในส่วนการศึกษา อาศัยข้อมูลของผู้ปกครองในการเลือกที่จะส่งลูกหลานไปเรียนในโรงเรียนทางศาสนาหรือโรงเรียนของรัฐ ข้อมูลจำนวนหนึ่งชี้ให้เห็นว่า มุสลิมผู้ปฏิบัติเลือกส่งลูกหลานไปยังโรงเรียนทางศาสนา ด้วยความเชื่อมั่นของการปฏิบัติ เช่น การแต่งกาย ที่เหมาะสมกับการเป็นมุสลิมที่ดี แต่ในอีกทางหนึ่ง มุสลิมบางส่วนเลือกส่งลูกหลานไปยังโรงเรียนรัฐเพื่อส่งเสริมการศึกษาที่เหมาะสมกับโลกในวันข้างหน้าของลูกหลาน อย่างไรก็ดี Noor Aisha วิพากษ์ถึงการเลือกตัวอย่างประชากร มุสลิมผู้ปฏิบัติที่อาศัยการประเมินของผู้ให้ข้อมูลและนำมาเชื่อมโยงการการส่งลูกหลานไปยังโรงเรียนสอนศาสนานั้น เป็นปัญหาในตัวเอง เพราะมุสลิมผู้ปฏิบัติแต่เลือกส่งลูกหลานไปยังโรงเรียนของรัฐย่อมมีด้วยเช่นกัน

ในบทสุดท้าย ผู้เขียนกล่าวถึงการจัดการร่างกายด้วยการใส่ผ้าคลุมศีรษะและการเลือกความสัมพันธ์ในการครองคู่ นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งกับสมมติฐานทั่วไปที่มักกล่าวกันว่าการสวมฮิญาบเป็นรูปแบบของการจำกัดตนเองจากโลกสาธารณะ แต่ข้อมูลสนามจำนวนหนึ่งชี้ให้เห็นถึงการสอบผ้าคลุมศีรษะได้สร้างพลังให้กับเธอในการต่อรองในการดำเนินชีวิตมากกว่าจะเป็นการเบียดบังร่างกายของเธอจาก “ความแปดเปื้อน”

กล่าวได้ว่า ฮิญาบไม่ใช่อุปสรรคการดำเนินชีวิตประจำวันในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม  ไม่เป็นปัญหาในการสร้างระยะห่างทางสังคม แต่สำหรับการแต่งงานแล้ว ศาสนาอิสลามเป็นเงื่อนไขสำคัญมากกว่าเพื่อการรักษาความบริสุทธิ์ทางศาสนา แม้จะพบเห็นการแต่งงานข้ามเชื้อชาติและศาสนาเกิดขึ้นอยู่เนื่อง ๆ แต่เป็นไปในจำนวนไม่มากนัก

สำหรับ Syed Muhd Khairudin Aljunied เห็นว่างานชิ้นนี้เป็นก้าวย่างสำคัญของการศึกษามุสลิมในสังคมร่วมสมัยของสิงคโปร์ แม้จะมีประเด็นของการบรรณาธิกรณ์ที่อ้างซ้ำข้อมูลที่ไม่จำเป็นในบางบทตอน แต่โดยภาพรวมแล้ว การเลือกใช้กรอบทางทฤษฎีในการศึกษาชนส่วนน้อยชาวมุสลิมในบริบทใหญ่ เพื่อวิเคราะห์ถึงผลกระทบของความทันสมัยต่อชุมชนทางศาสนาที่เติบโตอย่างรวดเร็วในโลกทุกวันนี้ นับได้ว่าเป็นงานที่มีความน่าสนใจ ในทางตรงข้าม Noor Aisha ชี้ให้เห็นว่า ผู้เขียนมองข้ามมิติทางสังคมวิทยาศาสนา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งความหลากหลายของกลุ่มทางสังคมที่มีต่อศาสนาและศรัทธาเดียวกัน แต่แต่ละกลุ่มสังคมสร้างความเข้าใจและประสบการณ์ที่แตกต่างกันอย่างไร เพื่อทำให้ภาพความเข้าใจถึงความซับซ้อนในชีวิตทางศาสนาของมุสลิมมีความชัดเจนมากขึ้น มากกว่าสมมติฐานกระแสหลักที่ตอกน้ำถึงความเป็นศาสนา(religiosity) ของมุสลิมได้สร้างเงื่อนไขของการสร้างระยะห่างทางสังคมอย่างไร และกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกและแรงตึงระหว่างกลุ่มสังคมที่นับถือศาสนาแตกต่างกัน


สำหรับผู้ที่สนใจงานวิเคราะห์หนังสือ โปรดอ่านบทสังเคราะห์ดังกล่าวในฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ เรื่อง Muslimsin Singapore: piety, politics and policies

หรือสามารถยืมหนังสือต้นฉบับได้ที่ ห้องสมุด ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)


หมายเหตุ ภาพประกอบบทความจาก https://www.routledge.com/Muslims-in-Singapore-Piety-politics-and-policies-1st-Edition/Nasir-Pereira-Turner/p/book/9780415560085, สืบค้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562.

อ้างอิง

Aisha, Noor (2012) Reviewed Work(s): Muslims in Singapore: Piety, Politics and Policies by Kamaludeen Mohamed Nasir, Alexius Pereira and Bryan S. Turner, Asian Journal of Social Science, Vol. 40, No. 1, Special Focus: Trade and Finance in the Malay World: I

แนะนำหนังสือ Muslims in Singapore: piety, politics and policies ของ Kamaludeen Mohamed Nasir, Alexius A. Pereira and Bryan S. Turner

ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ความเชื่อและความศรัทธาของคนมุสลิม-มาเลย์และผลกระทบต่อความสมานฉันท์จุดให้รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญ รวมถึงเหตุการณ์การโจมตี 9/11 และผลพวงภายหลังเหตุการณ์ในสหรัฐยิ่งตอกย้ำถึงประเด็นปัญหาดังกล่าวในสังคมสิงคโปร์ สังคมที่พยายามโอบอุ้มความแตกต่างทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติให้ดำรงอยู่ในความเป็นพลเมืองเดียวกัน ด้วยประเด็นของคำสอนทางศาสนาเกี่ยวกับการแต่งกาย อาหารฮาลาล ความผูกพันของชุมชนด้วยการตอกน้ำถึงการศึกษาทางศาสนาและมิติอื่น ๆ ที่ลดทอดปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในสังคมใหญ่ในพื้นที่สาธารณะ แต่ขณะเดียวกัน รัฐคงให้ความสำคัญกับสำนึกเชื้อชาติและศาสนาที่ปรากฏในนโยบายแห่งชาติกลับส่งผลให้เกิดสังคมที่แบ่งกลุ่ม (enclaving society) อยู่เนื่อง ๆ

เมื่อพิจารณาสภาพการณ์ของสังคมสิงคโปร์ หนังสือเรื่อง “มุสลิมในสิงคโปร์: ศรัทธา, การเมือง และนโยบาย” จึงมุ่งหมายในการสร้างความเข้าใจชีวิตประจำวันของมุสลิมในบริบทสังคมใหญ่ไว้ในเบื้องแรก ผู้เขียนให้ความสำคัญทั้งมิติทางประวัติศาสตร์และสังคมของชุมชนมุสลิม-มาเลย์ในรัฐชาติสิงคโปร์ เพื่อกรุยทางสู่การทำความเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของคนมุสลิม-มาเลย์ในสิงคโปร์ร่วมสมัย

นโยบายของรัฐบาลในการจัดการความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนาปรากฏอย่างชัดเจน เรียกได้ว่าเป็นรูปแบบของสังคมพหุลักษณ์วัฒนธรรมแบบ “บริหารจัดการและแทรกแซง” (technocratic and interventionist model) ย่อมก่อให้เกิดข้อขัดแย้งทางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สังคมแบ่งกลุ่มนั้นก่อเกิดจากนโยบายของพรรครัฐบาลเองที่พยายามจัดวางชีวิตทางศาสนาของผู้คน โดยอาศัยรัฐบัญญัติ คณะกรรมการ และการผลิตซ้ำภาพเชิงลบของกลุ่มคนมุสลิม ทั้งหมดนี้กลายเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิด “ระยะห่างทางสังคม” (social distancing) รูปแบบของการแทรกแซงดังกล่าวมีความใกล้เคียงกับแนวทางการแบ่งแยกและปกครองกลุ่มคนหลากหลายในสมัยอาณานิคม สถาบันหลักในชุมชนมุสลิมสิงคโปร์สถาปนาอำนาจในการเฝ้าติดตามและส่งผลต่อศรัทธาและรูปแบบการปฏิบัติของศาสนิกชนในระดับปัจเจกบุคคล “การปฏิบัติที่กำกับความใกล้ชิด” (rituals of intimacy) และ “สิ่งที่แสดงศรัทธา” (the practice of piety) นำมาสู่ขอบเขตระหว่างคนในกับคนนอก หรือ ศานิกชนกับคนต่างความเชื่ออย่างชัดเจน

เนื้อหาในส่วนที่สองจึงเน้นการอภิปรายชีวิตประจำวันโดยอาศัยข้อมูลจากการทำงานภาคสนามใน 3 ด้าน ได้แก่ makan (การกิน), pendidikan (การศึกษา) และ jasad (ร่างกาย) เรียกได้ว่าลงลึกถึงรายละเอียดของลักษณะและแบบแผนปฏิสัมพันธ์และปฏิกิริยาในทั้ง 3 ด้าน เพราะต่างเป็นพื้นที่ทางสังคมท่ามกลางสมาชิกกลุ่มมุสลิม-มาเลย์ด้วยกันเอง และกับคนต่างศาสนา รวมถึงความสัมพันธ์กับรัฐ

ในบทที่ 4 พิจารณาถึงขนบการกินและการบริโภค โดยเฉพาะการพิจารณาถึงการรับรองอาหารฮาลาล ซึ่งคลี่ให้เห็นการดำเนินการในระดับนโยบายที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้นับถือและปฏิบัติ จากนั้น อาศัยข้อมูลการสัมภาษณ์ของกลุ่มคนต่างพื้นเพ เพศ และวัย และเผยให้เห็นการดำเนินชีวิตประจำวันในการหลีกเลี่ยง “การแปดเปื้อน” ในหลายสถานการณ์ สมาชิกชุมชนมุสลิมสร้าง “บริเวณฮาลาล” ในสถานการณืที่แตกต่างกัน โดยสะท้อนให้เห็นพลังและการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของตนด้วยการจัดสรรบางอย่างเพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ

ในส่วนการศึกษา อาศัยข้อมูลของผู้ปกครองในการเลือกที่จะส่งลูกหลานไปเรียนในโรงเรียนทางศาสนาหรือโรงเรียนของรัฐ ข้อมูลจำนวนหนึ่งชี้ให้เห็นว่า มุสลิมผู้ปฏิบัติเลือกส่งลูกหลานไปยังโรงเรียนทางศาสนา ด้วยความเชื่อมั่นของการปฏิบัติ เช่น การแต่งกาย ที่เหมาะสมกับการเป็นมุสลิมที่ดี แต่ในอีกทางหนึ่ง มุสลิมบางส่วนเลือกส่งลูกหลานไปยังโรงเรียนรัฐเพื่อส่งเสริมการศึกษาที่เหมาะสมกับโลกในวันข้างหน้าของลูกหลาน อย่างไรก็ดี Noor Aisha วิพากษ์ถึงการเลือกตัวอย่างประชากร มุสลิมผู้ปฏิบัติที่อาศัยการประเมินของผู้ให้ข้อมูลและนำมาเชื่อมโยงการการส่งลูกหลานไปยังโรงเรียนสอนศาสนานั้น เป็นปัญหาในตัวเอง เพราะมุสลิมผู้ปฏิบัติแต่เลือกส่งลูกหลานไปยังโรงเรียนของรัฐย่อมมีด้วยเช่นกัน

ในบทสุดท้าย ผู้เขียนกล่าวถึงการจัดการร่างกายด้วยการใส่ผ้าคลุมศีรษะและการเลือกความสัมพันธ์ในการครองคู่ นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งกับสมมติฐานทั่วไปที่มักกล่าวกันว่าการสวมฮิญาบเป็นรูปแบบของการจำกัดตนเองจากโลกสาธารณะ แต่ข้อมูลสนามจำนวนหนึ่งชี้ให้เห็นถึงการสอบผ้าคลุมศีรษะได้สร้างพลังให้กับเธอในการต่อรองในการดำเนินชีวิตมากกว่าจะเป็นการเบียดบังร่างกายของเธอจาก “ความแปดเปื้อน”

กล่าวได้ว่า ฮิญาบไม่ใช่อุปสรรคการดำเนินชีวิตประจำวันในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม  ไม่เป็นปัญหาในการสร้างระยะห่างทางสังคม แต่สำหรับการแต่งงานแล้ว ศาสนาอิสลามเป็นเงื่อนไขสำคัญมากกว่าเพื่อการรักษาความบริสุทธิ์ทางศาสนา แม้จะพบเห็นการแต่งงานข้ามเชื้อชาติและศาสนาเกิดขึ้นอยู่เนื่อง ๆ แต่เป็นไปในจำนวนไม่มากนัก

สำหรับ Syed Muhd Khairudin Aljunied เห็นว่างานชิ้นนี้เป็นก้าวย่างสำคัญของการศึกษามุสลิมในสังคมร่วมสมัยของสิงคโปร์ แม้จะมีประเด็นของการบรรณาธิกรณ์ที่อ้างซ้ำข้อมูลที่ไม่จำเป็นในบางบทตอน แต่โดยภาพรวมแล้ว การเลือกใช้กรอบทางทฤษฎีในการศึกษาชนส่วนน้อยชาวมุสลิมในบริบทใหญ่ เพื่อวิเคราะห์ถึงผลกระทบของความทันสมัยต่อชุมชนทางศาสนาที่เติบโตอย่างรวดเร็วในโลกทุกวันนี้ นับได้ว่าเป็นงานที่มีความน่าสนใจ ในทางตรงข้าม Noor Aisha ชี้ให้เห็นว่า ผู้เขียนมองข้ามมิติทางสังคมวิทยาศาสนา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งความหลากหลายของกลุ่มทางสังคมที่มีต่อศาสนาและศรัทธาเดียวกัน แต่แต่ละกลุ่มสังคมสร้างความเข้าใจและประสบการณ์ที่แตกต่างกันอย่างไร เพื่อทำให้ภาพความเข้าใจถึงความซับซ้อนในชีวิตทางศาสนาของมุสลิมมีความชัดเจนมากขึ้น มากกว่าสมมติฐานกระแสหลักที่ตอกน้ำถึงความเป็นศาสนา(religiosity) ของมุสลิมได้สร้างเงื่อนไขของการสร้างระยะห่างทางสังคมอย่างไร และกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกและแรงตึงระหว่างกลุ่มสังคมที่นับถือศาสนาแตกต่างกัน


สำหรับผู้ที่สนใจงานวิเคราะห์หนังสือ โปรดอ่านบทสังเคราะห์ดังกล่าวในฐานข้อมูลงานวิจัยทางชาติพันธุ์ เรื่อง Muslimsin Singapore: piety, politics and policies

หรือสามารถยืมหนังสือต้นฉบับได้ที่ ห้องสมุด ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)


หมายเหตุ ภาพประกอบบทความจาก https://www.routledge.com/Muslims-in-Singapore-Piety-politics-and-policies-1st-Edition/Nasir-Pereira-Turner/p/book/9780415560085, สืบค้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562.

อ้างอิง

Aisha, Noor (2012) Reviewed Work(s): Muslims in Singapore: Piety, Politics and Policies by Kamaludeen Mohamed Nasir, Alexius Pereira and Bryan S. Turner, Asian Journal of Social Science, Vol. 40, No. 1, Special Focus: Trade and Finance in the Malay World: I